อัลลินา เดย์ Bangkok Thailand
ความรู้ ท่องเที่ยว

วิธีเช็คแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมแบบง่ายๆ ผู้หญิงก็ทำได้ ไม่ต้องง้อช่าง 

แบตเตอรี่รถยนต์คืออุปกรณ์หลักที่ทำให้รถสามารถเคลื่อนไปได้ ทำหน้าที่ตั้งแต่การสตาร์ทเครื่องยนต์ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถ ผู้ใช้รถจึงต้องคอยหมั่นตรวจสอบ และดูแลบำรุงรักษาแบตเตอรี่อยู่เสมอ

เพราะแบตเตอรี่มีอายุการใช้งาน และมีปัจจัยมากมายที่ส่งผลให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่ลดลง และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ขับรถได้ เช่น แบตเตอรี่หมด รถดับระหว่างทาง อาจส่งผลเสียต่อการทำงาน หรือสุ่มเสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนถนน และยิ่งถ้าเกิดปัญหาระหว่างขับขี่รถในช่วงหน้าฝน หรือขณะขับรถอยู่บนเส้นทางเปลี่ยวในตอนกลางคืน ย่อมไม่ดีแน่

อาการแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมรู้ได้อย่างไร 

  1. รถสตาร์ทไม่ติด หรือเครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก ในการสตาร์ทรถแต่ละครั้งจะใช้ไฟจากแบตเตอรี่มากที่สุด หากสตาร์ทรถติดยากหรือเครื่องยนต์มีการหมุนช้า มีสาเหตุได้จากแบตเตอรี่เริ่มเก็บประจุไฟไม่อยู่ ทำให้จ่ายไฟได้น้อยลง แต่ถ้าเป็นกรณีสตาร์ทรถแล้วมีเสียงการหมุนของเครื่องยนต์แต่รถยังสตาร์ทไม่ติด มักมีสาเหตุมาจากกำลังไฟในแบตเตอรี่ไม่พอจ่าย หรือสตาร์ทรถหลังจากจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ลากยาวกว่าปกติขณะบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ก็มักมีสาเหตุเดียวกัน 
  2. ระบบไฟฟ้ารถยนต์ทำงานผิดปกติ เช่น กระจกไฟฟ้าเลื่อนขึ้น-ลงช้าและฝืดอย่างเห็นได้ชัด 
  3. ระบบไฟส่องสว่างมีแสงน้อยลง โดยเฉพาะเวลากลางคืน เพราะว่าประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ไม่พอจ่าย 
  4. เสียงแตรดังน้อยลง หรือไม่มีเสียงแตรเมื่อใช้งาน แสดงว่าแบตเตอรี่ไม่มีกำลังไฟที่เพียงพอ 
  5. ต้องพ่วงแบตเตอรี่เป็นประจำ อาจเกิดจากการลืมปิดอุปกรณ์ภายในรถ เช่น ไฟหน้ารถ หรือลืมปิดแอร์ เป็นต้น ทำให้แบตหมด จึงจำเป็นต้องพ่วงแบตเป็นประจำ ซึ่งการพ่วงแบตฯบ่อย ๆ นี้เอง จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น 
  6. แบตเตอรี่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ อาจเหม็นเหมือนไข่เน่า หรือมีกลิ่นเหม็นไหม้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแบตเตอรี่กำลังมีปัญหา ซึ่งเป็นไปได้ว่าแบตเตอรี่รั่ว หรือแบตเตอรี่ชำรุด ควรรีบทำการเช็คให้ละเอียด และเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ทันที อย่าฝืนใช้ต่อด้วยความเสียดาย เพราะอาจเกิดอันตรายขณะใช้รถ หรือสร้างความเสียหายให้กับระบบเครื่องยนต์ในส่วนอื่น ๆ ยิ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นไปอีก 
  7. แบตเตอรี่ผิดปกติ เช่น แบตเตอรี่หมดไว แบตเตอรี่บวม แบตเตอรี่ร้อนผิดปกติ ฯลฯ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้งานของคนขับ และอาจเกิดจากมาตรฐานการผลิต
  8. สัญลักษณ์บนแบตเตอรี่เปลี่ยนไป ในปัจจุบันแหล่งผลิตแบตเตอรี่จะทำช่องสำหรับสังเกตระดับการใช้งาน โดยมีแถบให้เปรียบเทียบสัญลักษณ์บนแบตฯ สามารถสังเกตและตรวจสอบได้ด้วยตนเอง 

ปัจจัยที่มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ 

นอกจากนี้การที่แบตเตอรี่เสื่อม ก็มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมและลักษณะการใช้แบตเตอรี่ของผู้ขับ รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน 

  1. เปิดไฟหรืออุปกรณ์ภายในรถทิ้งไว้ โดยไม่ได้เช็คให้ดีก่อนลงจากรถ ทำให้แบตเตอรี่ยังคงทำงาน จ่ายกระแสไฟฟ้าจนหมด ส่งผลให้สตาร์ทรถไม่ติด หากเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ ก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อม
  2. การติดตั้งหรือต่อขั้วแบตไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแบตเตอรี่ หรือต่อขั้วแบตไม่ดี หลวม บริเวณขั้วมีสนิม ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การไหลของกระแสไฟ และระบบการชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ทำได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเร็วขึ้น 
  3. ความผิดปกติของระบบชาร์จไฟ หรือมีการดัดแปลงไดชาร์จ หากไดชาร์จเสื่อมสภาพ ทำให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไปยังแบตเตอรี่ อาจทำให้ไฟในแบตเตอรี่มีโอกาสที่จะรั่วไหล และไม่สารถเก็บไฟได้ อีกกรณีหนึ่งคือ การดัดแปลงไดชาร์จ เพื่อให้ชาร์จไฟได้เร็วขึ้น ยิ่งทำให้มีกระแสไฟไหลเข้าแบตเตอรี่มากกว่าปกติ มักจะพบในรถที่มีการดัดแปลงเครื่องเสียง 
  4. อุณหภูมิและสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิอากาศก็มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้เช่นกัน โดยการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่จะเกิดขึ้นได้เร็วมาก หากอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด และถ้ายิ่งจอดรถแช่ในสภาพภูมิอากาศดังกล่าวไว้นาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถตากแดด หรือแม้แต่การที่รถแช่ฝนนาน ๆ ทำให้ชิ้นส่วนภายในห้องเครื่องมีความชื้นสะสม ก็จะยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสื่อมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากแบตเตอรี่มีส่วนผสมของแผ่นตะกั่ว อาจทำให้เกิดตะกอนขึ้นจนมีผลต่อการกักเก็บไฟได้ไม่ดี

ดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ช่วงหน้าฝน 

อย่างที่กล่าวไปว่าสภาพภูมิอากาศก็มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่เช่นกัน ยิ่งช่วงนี้หน้าฝน เราจึงมีวิธีดูแลแบตเตอรี่หน้าฝนมาฝากเป็นการส่งท้าย 

  1. เช็คแบตเตอรี่เสื่อมหรือยัง หากใช้มานานก็ย่อมจะมีโอกาสว่าแบตเสื่อมได้ และรีบทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทันที 
  2. หมั่นตรวจสอบประจุไฟแบตเตอรี่สม่ำเสมอ เพื่อให้พร้อมในการใช้งาน เนื่องจากหน้าฝน จะมีสภาพอากาศชื้น หรือการขับขี่รถตากฝนบ่อย ๆ ทำให้เครื่องยนต์มีการสะสมความชื้น อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่ได้ 
  3. หากพบว่าขั้วแบตเตอรี่มีขี้เกลือ ให้นำแปรงหรือกระดาษทรายเบอร์กลาง และน้ำสะอาดเล็กน้อย ขัดขี้เกลือออกให้หมด แล้วตามด้วยการนำผ้าแห้งมาซับน้ำจนแห้งสนิท หรืออาจฉีดสเปรย์ไล่ความชื้นปิดท้าย
  4. ขับขี่รถด้วยความระวังเป็นพิเศษหากมีฝนตก และเลี่ยงการขับรถที่มีน้ำท่วมขัง เพื่อไม่ให้น้ำเข้าไปยังห้องเครื่อง อาจทำให้เกิดความชื้น จนส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเครื่องยนต์ เกิดขัดข้อง หรือรถดับกลางทาง ยิ่งถ้าระดับน้ำท่วมขังสูงเกิน 30 เซ็นติเมตร ยิ่งไม่ควรฝืนและฝ่าขับรถลุยน้ำ เพราะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อน้ำเข้าเครื่องยนต์ 

โดยทั้งหมดนี้คืออาการแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมที่สามารถสังเกตได้ รวมถึงสาเหตุและพฤติกรรมที่ส่งผลให้แบตเสื่อมเร็ว ซึ่งจะต้องหมั่นสังเกต ตรวจเช็ค และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะลดโอกาสที่จะทำให้แบตรถเสื่อมเร็ว แต่จากที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า แบตเตอรี่มีอายุการใช้งาน ดังนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าแบตเตอรี่รถยนต์กี่ปีเปลี่ยน ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่คนขับรถทุกคนควรต้องรู้ เพื่อจะได้ทำการวางแผนเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดปัญหาระหว่างขับขี่ หรือแบตหมดระหว่างทาง